ประวัติและตำนาน

สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์

สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ได้แบ่งออกเป็น7รัฐกับอีก7เขต

เสียงสวดของพระสงฆ์สะท้อนก้องไปทั่วยอดเขาพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ สดเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ตึงให้กลุ่มบุคคลนับร้อนนับพันชีวิตที่ได้มารวมกันอยู่ ณ ที่นี้สงบนิ่งตั้งแต่เช้าทีมงานไปเดินทางข้ามชายแดนไทยในเขตจังหวัดเชียงรายเพื่อเข้าร่วมสังเกตุการในฐานที่มั่นกองทัพรัฐฉาน บนดอยก่อวันซึ่งกำลังจัดงานสำคัญสดเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ชาวไทใหญ่ให้ความเคารพนับถือ

มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระนามของพระองค์ปรากฏยังหน้าประวัติศาสตร์ของไทใหญ่หลายครั้งตั้งแต่พระองค์ยังมรพระชนม์ชีพอยู่ โดยสดเด็จพระนเรศวรมหาราชกับ เจ้าคำก่ายน้อย เจ้าฟ้าวีรุบุรุษของชาวไทใหญ่ได้ร่วมทัพทำศึกขับไล่ศัตรูและหวังรวบรวมอาณาจักรไทใหญ่ให้เป็นปึกแผ่น แม้เมื่อครั้งสดเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตก็ได้เกิดจากอาการประชวรขณะทรงยกทัพขึ้นไปช่วยเจ้าคำก่ายน้อยที่กำลังทำศึกกับทหาร จีน

และพม่า คนไทใหญ่จึงได้บอกเล่าและได้สั่งสอนลูกหลานทำให้พวกเขาได้มีความเคารพศรัทธาต่อ องค์สดเด็จพระนเรศวรมหาราช เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มั่นกองกำลังสำคัญของชาวไทใหญ่หลายแห่งที่ตั้งอยู่ตามแนวเข็บ ชายแดนไทย เมียนมาร์ จึงได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สดเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นขวัญกำลังใจในการใช้ชีวิตของชาวไทใหญ่ที่ได้อาศัยอยู่ตามเทือกดอยต่างๆ และวันนี้เราก็ได้เดินทางมายังที่บ้านดอยก่อวันเพื่อร่วมอยู่ในงานวันชาติของชาวไทใหญ่และรัฐฉานหรือที่ได้เรียกตามภาษาไทใหญ่ว่าวันเชื้อชาติจึงไต่สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ได้มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น7รัฐกับอีก7เขตโดยประชาที่ได้อาศัยอยู่ในเขตทั้ง7 ส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายเมียนมาร์หรือพม่า ขณะที่ประชาชนที่ได้อาศัยอยู่ตามรัฐต่างๆส่วนมากจะเป็นชนกลุ่มน้อย

โดยเรียกชื่อรัฐตามกลุ่มเชื้อชาติของคนส่วนใหญ่ที่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ รัฐกะฉิ่น รัฐกระเหรี่ยง รัฐ กะยา รัฐชิน รัฐมอญ รัฐยะไข่ และ รัฐฉาน ในบันดารัฐทั้ง7 รัฐฉานเป็นรัฐที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุด พรมแดนรัฐฉานติดต่อกับประเทศจีน ลาว และ ไทย รวมถึง รัฐกะฉิ่น รัฐ กะยา เขตสะกาย และ เขตมัณฑะเลย์ รัฐฉานยังมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันมากที่สุดคือมีชนเผ่าอยู่รวมกันมาก80ชาติพันพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉานตั้งอยู่บนเขตที่ราบสูง

และมีเทือกเขาที่สลับซับซ้อนเป็นต้นน้ำลำทานซึ่งหนาแน่นไปด้วยป่าไม้ที่หนาทึบจึงได้ถือเป็นดินแดนแห่งธรรมชาติที่งดงามที่มันยังคงอุดมสมบูรณ์ รัฐฉานยังแบการปกครองย่อยออกไปอีก10หัวเมือง โดยมีตองยีเป็นเมืองหลวงแต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปจะเดินทางเข้ามายังรัฐฉานจะรู้จัดเมืองสำคัญอยู่ไม่กี่แห่งนอกจากเมืองหลวงตองยี่ ก็ยังมีเมืองเชียวตุง เมืองลาเมืองพระย่าเมืองท่าขี้เหล็ก  

 

สนับสนุนมาจาก  BK8

ประวัติปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต

ประวัติปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่

              หลายคนคงทราบประวัติของ หลวงพ่อโต แห่งวัดบางพลีใหญ่กันมาบ้างแล้วว่า ท่านเป็นพระพุทธรูปที่ลอยตามน้ำมาแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าวัดบางพลีใหญ่ ชาวบ้านจึงได้พากันอาราธนาองค์พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ขึ้นมาจากน้ำแล้วนำมาประดิษฐานเอาไว้ในโบสถ์ของวัดบางพลีใหญ่นับตั้งแต่นั้น ซึ่งแต่เดิมวัดบางพลีใหญ่แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หลังจากที่อัญเชิญท่านมาไว้ที่วัด ท่านก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อยู่บ่อยครั้งจนที่เลื่องลือของชาวบ้าน  สำหรับลักษณะของหลวงพ่อโตองค์จริงนั้นจะมีหน้าตักกว้างอยู่ที่ประมาณ 3 ศอก 1คืบ

ซึ่งองค์ท่านเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เรียกว่าปรางสะดุ้งมาร ซึ่งว่ากันว่าองค์พระพุทธรูปหลวงพ่อโตนั้นองค์จริงสร้างจากทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าท่านน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี และถูกนำมาลอยน้ำหนีข้าศึกศัตรูในสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื้อจากองค์ท่านเป็นพระพุทธรูปที่มีความใหญ่โต มาก ชาวบ้านจึงรวมใจกันเรียกท่านว่าหลวงพ่อโต นับแต่นั้นเป็นต้นมา  สำหรับเรื่องเล่าขาน ถึงความศักดิ์สิทธ์ของท่านั้นมีหลายเรื่องด้วยกัน ตัวอย่างเช่น 

ว่ากันว่าในวันพระขึ้น 15 ค่ำ ในช่วงตอนดึกหากใครที่ผ่านมาทางพระวิหารเก่าที่ชาวบ้านนำหลวงพ่อโตมาประดิษฐานเอาไว้ มักจะได้ยินเสียงสวดมนต์พึมพำดังอยู่ภายในพระวิหาร และหากลองเข้าไปดูก็จะไม่พบใครอยู่ด้านในนอกจากองค์พระพุทธรูปของหลวงพ่อโตองค์เดียวเท่านั้น และในบางคืนทั้งพระและเณรที่อยู่ในบริเวณวัดก็มักจะเห็นว่าที่หน้าวิหารที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่จะมีพระภิกษุที่มีลักษณะชราภาพมากแล้วนุ่งห่มจีวรสีเก่าเก่ายืนถือไม้เท้าอยู่ที่หน้าวิหารอยู่บ่อยบ่อยซึ่งหลายครั้งที่ชาวบ้านมาดักรอดูต่างก็จะเห็นเหมือนกันและไม่นานพระภิกษุรูปนั้นก็จะเดินหายเข้าไปในพระวิหารของหลวงพ่อโต

ซึ่งหลายครั้งที่ชาวบ้านมักจะเห็นว่ามีชายแก่แต่มีรัศมีอยู่รอบตัวราวกับไม่ใช่คนธรรมดา นุ่งห่มชุดสีชาวทั้งชุด เดินเข้ามาหาหลวงพ่อโตในวิหารและหายไปต่อหน้าต่อตา ตรงพระพักตร์ของหลวงพ่อโต  สำหรับปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต ยังคงมีให้เห็นกันอยู่เรื่อยเรื่อย อย่างเช่นในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการเล่ากันว่าองค์หลวงพ่อโตได้มีการสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการที่องค์จริงของท่านที่เป็นทองสัมฤทธิ์แทนที่จะเป็นทองคำแข็งเหมือนพระพุทธรูปทั่วไป แต่ในวันที่ 12 พฤษภาคม องค์ท่านกับมีความนุ่มนิ่มเหมือนกับผิวของคนจริงจริง ซึ่งปาฏิหาริย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ในปี 2522 ก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันอีกครั้ง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ประวัตของ โมเช ดายัน

วันนี้เราก็จะมาพูดเรื่องของตะวันออกกลางเราจะพูดถึงเกี่ยวกับประวัติบุคคลท่านหนึ่งที่มีคุโณปการต่อประเทศอิสราเอลเป็นอย่างมากและวันนี้เราก็จะมาเหล่าประวัตที่เกี่ยวกับบุคคลท่านหนึ่ง

บุคคลท่านนี้ได้มีชื่อว่า Moshe Dayan  โมเช ดายัน นั้นคือผู้บันชาเหล่าทัพและนักการเมืองชาวอิสราเอลรู้จักกันดีในฐานะบุรุษ ตาเดียว โมเช ดายัน นั้นเกิดในหมู่บ้านKibbutzไกล้ทะเลสาบGalileeผู้ปกครองของเขาคือShmuel dayan ชมูเอล ดายาน เป็นบิดา และ Devorah dayan  เดวอร่า ดายาน คือมารดา พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้อพยพจากชาวยิวจากประเทศยูเครนซึ่งในขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

Moshe Dayan  โมเช ดายัน เป็นเด็กคนแรกที่ได้เกิดในชุมชนนี้

ซึ่งได้สร้างขึ้นในปี พศ2458หรือคศ1915 ชื่อโมเช ดายัน เป็นชื่อที่บิดาของเขาได้ตั้งชื่อตามเพื่อนสนิดของเขาที่มีชื่อว่า Moashe barsky แต่เสียชีวิตเพราะถูกอาหรับยิงในระหว่างไปซื้อยามารักาตัวเขาที่ดำลังนอนป่วยเมื่ออายุได้14ปีเขาได้ร่วมกับองค์กรHaganahซึ่งเป็นองค์กรที่ผิดกฏหมายที่ชาวยิวเอาไว้ปกป้องนั้นเองเพื่อให้พ้นจากการคุกคามจากกลุ่มอาหรับฮานาก้าฝึกให้ชาวยิวทั้งหลายทั้งหญิงและชายใช้อาวุธป้องกันตัวเองและเตรียมพร้อมในการสู้รบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตและในขณะเดียวกันอังกฤษก็ได้ตั้งกองปราบปรามอาหรับที่ทำร้ายร่างกายและทำลายข้าวของของชาวยิว

ซึ่งกองกำลังสำคัญแห่งหนึ่งก็มีชื่อว่ากองพันลาดตระเวนกลางคืนที่มีร้อยเอกOrde Charles Wingate เป็นผู้บันชาการกองขณะที่  พลโท โมเช ดายัน มีความสามารถทางการทหารและเป็นที่ยอมรับได้นั้นก็เพราะว่าได้ฝึกผนมาจากกองพันลลาดตะแวนแห่งนี้เมื่อปี พศ2480 หรือ คศ1973 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 โมเช ดายัน ถูกทหารอังกฤษนั้นจับกุมได้ในปี พศ2482 ในข้อหามีอาวุธไว้ในครอบครองซี่งในขณะนั้นประเทศอังกฤษได้ออกสมุดปกขาวเพื่อจักจำนวนชาวยิวที่จะอพยพมายังดินแดนปาเลสไตน์ในอีก5ปีข้างหน้าและหลังจากนั้นจะระงับไม่ให้ชาวยิวอพยพมาที่นี่อีกและได้จำกัดจำนวนที่ดินที่ชาวยิวนั้น

ได้มีสิทธิ์ซื้อเอาไว้ในครอบครองไว้อีกด้วยสมุดปกขาวของอังกฤษได้ขัดกับกฏหมายเดิมและข้อตกลงสันนิบาตชาติอาก้าน่าซึ่งเป็นองค์กรที่ผิดกฏหมายกลุ่มปฏิบัติการใต้ดินต่อต้านสมุดปกขาวเขาจึงได้เข้ารวมและได้พกพาอาวุธปืนดังนั้นจึงได้ถูกทหารอังกฤษนั้นจับกุมได้ในช่วงที่ โมเช ดายัน นั้นติดคุกจำนวนเวลา3ปีเขาจึงถือโอกาสศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังดังนั้นเมื่อได้พ้นโทษเขาจึงได้พูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีแลไดรับตำแหน่ต่างๆจำนวนมากอทิเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเวลาต่อมา

 

สนับสนุนโดย  9luck

ประวัติศาสตร์การโจมตีของนาซี

ยุทธการตอกลิ่ม ประวัติศาสตร์การโจมตีของนาซี

ในการยกพลขึ้นบกจากฝังสัมพันธมิตรตลอดแนวชายฝังของประเทศฝรั่งเศษกองทัพของเยรมันก็ต้องเป็นฝ่ายที่จะต้องถอยออกไปตั้งหลักที่บริเวณชายแดนของประเทศตัวเองถึงแม้ว่าจะเหลือความหวังแค่เพียงน้อยนิดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผู้นำนาซีในช่วงนั้นไม่ยอมแพ้ง่ายๆเพราะเขายังมีความเชื่ออยู่เสมอว่าชาวนาซียังไม่แพ้จากความเหนื่อยล้าของทหารที่ถึงขีดสุดแล้วที่ถอยออกมาจากนอร์ม็องดีที่ชายแดนของเยรมันหลังจากนั้นไม่นานกองทัพเยรมันก็ได้คิดแผนการใหญ่คือยุทธการตอกลิ่มมันคือการรวบรวมกำลังพลเป็นครั้งสุดท้ายที่ตัวเองนั้นไปตบเขาส่วนสถานที่ที่ไปตบเขาบริเวณป่าอาร์เดนประเทศเบลเยียม

ซึ่งการสู้รบในครั้งนี้จะเป็นการสู้กันอย่างยาวนานอย่างดุดเดือดนิดหน่อยที่เป็นเหตุทำให้ทหารเสียชีวิตมาที่สุดในสงครามโดยความอ่อนล้าของทหารและคำสั่งที่บ้าคลั่งของผู้นำนาซีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็ได้ออกคำสั่งนำกำลังทหารกับรถถังจำนวนหนึ่งให้ไปโจมตีกองกำลังของฝ่ายพันธมิตรที่กำลังเดินทางมาที่ชายแดนตลอดทางทิศเหนือจนลากยาวไปจนถึงทิศใต้เรียงกันเป็นหน้ากระดานแบบนี้เข้าไปที่บริเวณของป่าอาร์เดนเพื่อที่จะเข้าไปยึดท่าเรือขอประเทศประเทศเบลเยียม

ซึ่งมันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำกำลังไปโจมตียโรปของเยรมันนีและถ้าหากมันตกไปอยู่การควบคุมของฝ่ายสำพันธมิตรแล้วก็ก็อาจจะทำให้จบสงครามได้อย่างง่ายๆ จากนั้นฝ่ายนาซีก็ได้แบ่งทหารออกไปแบ่งฝ่ายออกเป็น3ทิศทางทิศเหนือใช้รถถัง พั้นเซอร์ที่6ตรงกลางใช้พั้นเซอร์ที่5ส่วนทิศใต้ใช้กองทัพที่7ซึ่งรวมๆแล้วมีทหารจำนวนประมาณ4แสนคนมีรถถังประมาณ1,200และอื่นๆอีก1,200คันและนี่อากจะเป็นการเทหมดหน้าตักของเยรมันเลยก็ว่าได้

แต่ถ้าเป็นประเทศไทยก็ทุบหม้อข้าวส่วนกับตั้งรับของฝ่ายสำพันธมิตรก็ได้แบ่งเป็นทหาร20,0000รถถังเบา1,000และอื่นๆอีกประมาณ1,900ก่อนที่จะไปรับการหนุนหลังจากกองทัพอากาศไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่เครื่องบินทิ้งระเบิดการเปิดฉากยิงกับครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นที่ป่าอาร์เดนทหารสหรัฐที่ประจำการอยู่นั้นแทบจะไม่สามารถที่จะตั้งรับอะไรได้เลย

เพราะว่าทหารที่ได้ถูกมาส่งลงที่เมืองนี้ลวนแล้วแต่เป็นทหารหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีประสบการณ์ก่อนที่จะโดนทหารเยรมันนั้นยิงตายไปหมดมันก็เลยทำให้ฝ่ายสำพันธมิตรจะต้องถอยออกไปแบบไม่เป็นขบวนถึงแม้ว่าฝ่ายสำพันธมิตรจะมีกองทพทางอากาศที่เหนือชั้นกว่าเยรมันแต่เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนั้นมันเป็นหน้าหนาว

 

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่ entaplay  ให้นำมาเสนอ

ศิลปะอียิปต์โบราณ

จิตรกรรม

ผลงานที่เป็นจิตรกรรมของชาวอียิปต์นั้น ถือได้ว่าเป็นภาพที่มีการเขียนไว้ที่บนฝาผนังของสุสานและที่วิหารต่างๆ โดยสีที่นำมาใช้นั้น มีการเขียนภาพที่ได้ทำมาจากส่วนที่เป็นวัสดุทางธรรมชาติ ได้แก่เขม่าของไฟคับ โดยจะมีสารที่ประกอบไปด้วยทองแดง หรือสีที่เกิดจากดินแล้วนำมาผสมกับน้ำและยางไม้คับ

รูปแบบของงานจิตรกรรมนั้นจะเป็นงานที่เน้นย้ำให้มองเห็นรูปร่างแบนๆและมีเส้นบริเวณรอบนอกที่มีความชัดเจน เป็นการจัดท่าทางลักษณะที่เป็นของคนแสดงอิริยาบถที่เป็นรูปแบบต่างๆในรูปสัญลักษณ์มากยิ่งกว่าแสดงความสมจริงสมจังตามธรรมชาติ มักเขียนเป็นลายลักอักษรของภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วยแล้วก็เน้นย้ำสัดส่วนของสิ่งสำคัญในรูปภาพให้ใหญ่โตกว่าองค์ประกอบอื่นๆดังเช่นว่าภาพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ จะมีขนาดใหญ่กว่า มเหสี แล้วก็คนทั้งหลาย นิยมระบายสีแจ่มใส บนพื้นที่เป็นด้านหลังสีขาว

ประติมากรรม

งานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้งแต่รูปแกะสลักขนาดมหึมาไปจนกระทั่งผลงานอันประณีตและเป็นการบรรจงอย่างบอบบางของพวกช่างทอง โดยจะเห็นได้ว่าชาวอิยิปต์นั้นนิยมสร้างรูปที่เป็นการแกะสลักด้วยประติมากรรมจากหินที่เป็นประเภทต่างๆตัวอย่างเช่น หินแกรนิต หินดิโอไรด์ และก็หินบะซอลท์ หรือบางครั้งก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นหินเนื้ออ่อนสีขาว ถ้าหากเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่แล้วละก็มักเป็นหินทรายคับ

นอกจากนั้นยังมีทำมาจากหินปูนอีกด้วยคับ แล้วก็มีจากไม้ ซึ่งมักจะเป็นการพอกด้วยปูนและยังรวมทั้งระบายสีด้วย งานประติมากรรมขนาดเล็กนั้นมักจะทำจากสิ่งของที่มีค่า ดังเช่นว่า ทองคำ เงิน อิเลคตรัม หินลาปิสลาซูลี เซรามิค อื่นๆอีกมากมาย

โดยประติมากรรมของอียิปต์นั้นมีอีกทั้งแบบนูนต่ำ และแบบลอยตัว แต่ว่าแบบนูนต่ำชอบแกะด้วยการเป็นลวดลายภาพที่เป็นแบบมีอยู่บนฝาผนัง หรืออาจจะบนเสาวิหาร รวมทั้งประกอบรูปแบบที่เป็นลอยตัว ประติมากรรมในรูปแบบลอยตัวนั้นมักจะทำเป็น รูปเทพเจ้าต่างๆสะส่วนใหญ่หรืออาจจะเป็นรูปฟาโรห์ ที่มีลักษณะคล้ายๆกับบรรดาเหล่าเทพเจ้า นอกจากนั้นยังทำเป็นรูปข้าทาสบริวาร หรือสัตว์เลี้ยง แล้วก็ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆเพื่อเป็นการใช้ประกอบในพิธีศพอีกด้วย

ในดินแดนที่เป็นอียิปต์โบราณนั้นฟาโรห์ถือว่าเป็นเทพองค์หนึ่งเลยนะคับ และฟาโรห์ยังถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับในการดูแลที่ดินแดนอียิปต์อีกด้วย และหลังจากที่ฟาโรห์สิ้นพระชนม์นั้นเชื่อกันว่าวิญญาณของพระองค์นั้นจะทำการเดินทางกลับไปยังดินแดนที่เป็นดินแดนแห่งเทพที่พระองค์จากมานั่นเองคับ พีระมิดที่สูงตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้าอาจจะเป็นการช่วยทำการส่งวิญญาณขององค์ฟาโรห์เพื่อให้ไปสู่สรวงสวรรค์ก็ได้นะคับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ร่างกายของฟาโรห์จะต้องได้รับการรักษาเอาไว้ไม่ให้เสื่อมสลายลงไปนั่นเอง

เรื่องราวและความเป็นมาของอียิปต์

อียิปต์ถือได้ว่าเป็นประเทศที่อยู่ทางตอนบนของทวีปอาฟริกา

โดยมีแน่น้ำไนล์เป็นแม่น้ำหนักคอยหล่อเลี้ยงดินแดนนี้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีผู้คนที่มาลงหลักปักฐานที่นี่เป็นจำนวนไม่น้อยเลย ละยังมีหลักฐานที่สามารถเชื่อได้ว่ามีมาตั้งแต่ยุคสมัยหินเก่าโน้น

โดยมีเรื่องราวเล่าว่ามีผู้คนและทำการอาศัยที่นี่ซึ่งนับว่ายาวนานมาตั้งแต่สมัยโบราณตั้งแต่ยุคสมัยหินเก่าจนถึงราชวงศ์ (ประมาณ 8000-3100) ปีก่อนศริศตกาลเสียอีก

ผู้คนที่อาศัยบริเวณนี้ถือได้ว่าพวกเขานั้นช่างเป็นคนที่มีความคิดและน่าจะมีวิทยาการสูงด้วยนะ เพราะว่าพวกเขานั้นมีความสามารถสำหรับการควบคุมของแม่น้ำไนล์ที่มีการเอ่อท่วมของบริเวณฝั่งในทุกๆปีและพวกเขานั้นก็ยังมีกระบวนการในทางการเกษตรตรอย่างมีประสิทธิภาพสูงอีด้วยนะคับ อย่างเช่นพวกเขานั้นมีความรู้ในเรื่องของการผสมพันธ์ของเหล่าบรรดาสัตว์อย่างเป็นระบบ และนอกจากนั้นยังมีการเก็บสะสมเหล่าเมล็ดพันธุ์พืชอีกด้วย

ซึ่งเป็นการส่งผลให้ประเทศของอียิปต์ในสมัยนั้นมีความร่ำรวยนั่นเองและก็เป็นที่มาให้การก่อสร้างสังคมของเขาอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

สำหรับสังคมของอียิปต์ในสมัยโบราณนั้นได้มีกรแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจนเลยคับ ซึ่งจะมีชนชั้นที่เป้นพระเพื่อเป็นการตอบสนองของในเรื่องทางด้านจิตใจ และนอกจากนั้นยังมีนักรบที่คอยป้องกันดินแดน และยังเป็นการถ่ายโอนเหล่าแรงงานที่เป็นเหล่าบรรดาเกษตรกรเพื่อมาเป็นแรงงานของกรรมกรอีกด้วย เพื่อเป็นการนำมามาก่อสร้างสำหรับสิ่งที่มีการก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ เช่น ปิรามิดนั่นเอง

เนื่องจากอียิปทางตอนใต้นั้นมีอำนาจมากกว่าโดยเป็นอย่างนี้อยู่นานพอสมควร จนได้ถึงในรัฐสมัยที่มีเมเนสเป็นกษัตริย์(นักอียิปต์วิทยาสันนิษฐานว่าเป็นพระองค์เดียวกันกับราชันต์แมงป่อง) ฟาโรห์จากอียิปต์ทางตอนเหนือทำให้ทั้งสองเมืองนี้มีความเปรี่ยนแปลง และมีความเจริญเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ โดยได้มีการพัฒนาทางด้านของอุสาหกรรมที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ทำมาจากโลหะต่างๆและเริ่มมีอักษรเฮียโรกลิฟฟิคใช้กันแล้ว

พวกเขานั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตที่เกิดจากความตาย ทำให้พวกเขาได้มีวิธีในการทำศพมาดองนั่นเอง ซึ่งวิธีเหล่านี้เราจะเห็นได้ว่ามันคือการทำมัมมี่นั่นเอง เวลาที่ถือว่าเป็นเวลาแห่งความรุ่งเรืองของทางด้านอารธรรมอียิปต์ในช่วงแรกนั่นก็คือช่วงอาณาจักร เก่า (2650-2150 ก่อนศริสตศักราช) และเมืองหลวงที่เป็นเมืองแรกนั่นก็คือ ธีนิส

ซี่งต่อมาได้เปลี่ยนไปตั้งอยู่ที่เมมฟิสในอียิปต์ทางตอนล่าง ฟาโรห์ซึ่งเป็น ตำแหน่งกษัตริย์ของนครเป็นผู้เดียวที่อาจจะสั่งให้มีการก่อสร้างปิรามิด เพื่อเป็นการเก็บศพของพระองค์

เรื่องราวในการท่องเที่ยวของแขวงจำปาสัก

ด่านช่องเม็กจุดผ่านแดน ถวายไทย ลาว อำเภอ สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 

ด่านช่องเม็กเป็นจุดผ่านแดนที่สามารถนำยานพาหนะจากประเทศไทยมาใช้ในการเดินทางเพื่อไปยังเมืองอื่นๆในแขวงทางตอนใต้ของสาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาวได้โดยทางพื้นดินและเป็นที่สิ้นสุดทางหลวงหมายเลข217ทางฝั่งไทยก่อนจะไปต่อเชื่อมกับเส้นทางหมายเลข26ที่เริ่มต้นมาจากวงเต่าเส้นทางหลวงหมายเลข26พึ่งจะได้รับการปรับปรุงใหม่มีการขยายการเดินทางรถ

เพื่อให้ได้มาตรฐานขนาด4ช่องทางเพื่อให้รถบรรทุสินค้าจากชายแดนไทยสามารถใช้ความเร็วเพื่อที่จะเข้าสู่เมื่องปากเซโดยข้ามแม่น้ำโขงที่สพานข้ามญี่ปุ่นลาวด้วยระยะทาง43กิโลกเมตร

ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางเพียง30นาทีการมาเยี่ยมที่แขวงลาวใต้ครั้งนี้ ด่านช่องเม็กวังเต่าเป็นช่องทางเข้าออกที่เป็นเหมือนประตูการค้าการขนส่งและการท่องเที่ยวซึ่งนับวันจะยิ่งมีความสำคัญเนื่องจากพื้นที่ชายแดนส่วนนี้มีทางเชื่อมตรงต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเชียเช่น กัมพูชา และ เวียดนาม เมื่องปากเซจึงเป็นเมืองเศรษฐกิจของลาวตอนใต้

โดยมีที่ตั้งเมืองอยู่ที่ริมแม่น้ำโขงและเป็นเมืองหลักของแขวงจําปาสัก ซึ่งมีพื้นที่ปกครองอยู่ประมาณ15,415ตาตรางกิโลเมตรแต่เดินนั้นจำปาสักเคยเป็นเมืองหลวงของชาติเมืองหลวงชาติพันธุ์จามและมีชื่อเรียกกันในยุคก่อนว่าจำปานครปัจจุบันจำปาสักกลายเป็นแขวงที่ร่ำรวยไปด้วยทางทรัพยากรทางธรรมชาติทำให้เป็นอีกแขวงในลาวตอนใต้ที่มีศักยภาพสูงมาก

ในส่วนด้านของการท่องเที่ยวโดยมีแหล่งท่งเที่ยวที่ได้สำรวจพอแล้วประมาณ95แห่ง ซึ่ประกอบด้วยแหล่งท่อเที่ยวทางธรรมชาติประมาณ41แห่งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ประมาณ25แห่งและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีก29แห่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะต้องไปเที่ยวให้ได้เมืองใครที่ได้มาถึงแขวงจำปาสักก็คือ  ปราสาทหินวันพู น้ำตกคอนพะเพ็ง หรือ น้ำตกไนแอการาแห่งเอเชีย

นอกจากนี้ก็ยังมีแหล่งหาปลาแม่น้ำโขงที่ได้สร้างความตื่นตลึงผู้ที่ได้เข้ามาพบเห็นจากอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้หาปลาของชาวประมงในท่องถิ่นที่มันกำลังเป้นข่าวว่าได้มีการควบคุมให้ยกเลิกการใช้หลี่จับปลาในแม่น้ำโขงตลอดไป

นอกจากนี้แล้วแขวงจำปาสักยังเป็นแขวงสายที่มีน้ำตกขนาดยักษ์ที่ได้มีการค้นพบซ้อนอยู่ตามน้ำตกอยู่เป็นจำนวนมารวมไปถึงแหล่งการเดินทางไปชโลมาน้ำจืดซึ่งในขณะของเรามีแผนที่จะต้องเดินทางไปบันทึกภาพกลับมาให้ได้ดูกันต่อไปแต่การมาศึกษาทางแขวงลาวตอนใต้ในครั้งนี้จุดหมายแรกที่เรานั้นได้นับเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ที่ได้ประสานงานเอาไว้และจะเป็นอย่างไรเราจะมาหาคำตอบกัน

เอกสารรับของConrad Haas

สำหรับเรื่องราวเหล่านี้ที่มันยังคงเป็นข้อสงสัยของนักวิจัยและนักโบราณคดีของใครหลายๆคนที่ต่างก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าร่องรอยต่างๆที่ได้มีการค้นพบในที่เหลานี้มันมีความหมายอย่างไรและมันจะเกี่ยวข้องอะไรกับอาณานิคมแห่งนี้และจอนไว้เขาได้ทิ้งลูกทิ้งเมียเพื่อกลับอังกฤษไปทำอะไรและทำไมอาณานิคมแห่งนี้จึงได้หายไปอย่างไม่มีร่องรอยใดๆให้เห็น

อาณานิคมโรอาโนกที่สาบสูญ

หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมในปี1587เมื่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นก็คือนักล่าอาณานิคนชาวอังกฤษ115คนได้เข้ามาตั้งแค้มป์อยูบนเกาะ โรอาโนก หรือนอกฝั่งรัฐน็อตโคโลเลน่าในปัจจุบันหัวหน้าทีมจอนไว้ได้ตัดสิ้นใจเอาไว้ว่าจะต้องร่องเรือกลับอังกฤษเพื่อที่จะได้นำเอาเสบียงมาเพิ่มจากนั้นเขาก็จึงได้ทิ้งภรรยาลูกสาวและหลานสาวของเขาเอาไว้ลกับลูกทีมคนอื่นๆ

ซึ่งก็ได้เป็นการตัดสิ้นใจที่อย่างผิดพลาดที่สุดเมื่อเขานั้นได้กลับมาที่ประเทษอังกฤษก็ได้เกิดสงครามนาวีครั้งที่ยิ่งใหญ่ในระหว่างอังกฤษกับสเปนและราชินีอลิซาเบธก็ยังได้ยืนยันอีกว่าเรือทุกลำที่ใช้การได้จะต้องนำเอามาใช้ในสงครามทั้งหมดไว้จึงต้องเลื่อนในการเดินทางกลับโรอาโนกออกไปก่อนนอกจากนั้นมา3ปีนานพอสมควรที่จะต้องเกิดอะไรขึ้น

หลายอย่างเมื่อเขานั้นได้กลับมาถึงก็ไม่มีอาณานิคมหลงเหลือเอาไว้ให้เห็นและทุกอย่างก็ดูเหมือนโดนทิ้งเอาไว้และเบาะแสเดี่ยวที่บ่งบอกกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นก็คือ รอนแกะสลักที่บนเสาไม้ได้เขียนเอาไว้ว่าโคอาโทนนั่นก็คือ ชื่อเกาะที่อยู่ทางด้านทางตอนใต้ของโรอาโนกแต่ก็ไม่มีใครค้นพบว่าความจริงแล้วมันเกิดขึ้นอะไรกับที่นี้กันแน่

เอกสารลับซิบยู

ในปี1961เอกสารซิบยูก็ได้ถูกค้นพบได้โรมาเนียหนังสือ450หน้าได้ถูกตีพิมในช่วงของศตวรรษที่16จากข้อมูลหนังสือที่ได้มีความเก่ากว่าและจะต้องทำให้ทุกคนนั้นต้องถึงกับจะต้องทึ่งเพราะว่าในหนังสือนั้นมันได้บอกถึงรายละเอียดทั้งหมดเอาไว้ที่เกี่วกับจรวดที่มีหลายชั้นและมันยังพูดถึงเชื้อเพลิงของเหวและจรวดที่ได้มีมนุษย์ควบคลุมแต่ที่หน้าทึ่งก็คือเรื่องทั้งหมดนี้

ได้ถูกเขียนขึ้นโดยวิศวกรทหารชาวฮังการีที่มีชื่อว่าConrad Haas เพียงช่วงประมาณ1550 1570 และนอกจากจรวดแล้วเขาก็ยังได้มีการออกแบบอาวุต่างๆและถือแม้จะไม่แน่ใจแล้วว่าดีทรายเหล่านี้ได้ถูกนำเอามาผลิตจริงหรือไม่แต่มันก็ยังคงมีปริศนาที่ลึกลับมากจริงๆว่าเขานั้นสามารถคิดเรื่องที่มีระดับสูงนี้ได้อย่างไรกัน