ตำนาน

ตำนานเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า

เรื่องเล่ามีอยู่   มีครอบครัวครอบครัวหนึ่งได้อาศัยอยู่ด้วยกันคุณพ่อเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีของเมืองแห่งนั้นและคุณแม่ก็เป็นเศรษฐีเช่นเดียวกันทั้งสองได้แต่งงานกันและมีลูกชื่อว่าซินเดอเรลล่า วันหนึ่งที่แม่ของซินเดอเรลล่าได้ล้มป่วยลงซึ่งก็ไม่มีหมอคนไหนในเมืองแห่งนั้นที่จะสามารถรักษาเธอให้หายได้เลยและสุดท้ายแม่ของซินเดอเรลล่าก็ได้เสียชีวิตลงหลังจากนั้นพ่อของซินเดอเรลล่าก็แต่งงานใหม่กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีฐานะร่ำรวยเช่นกันและมีลูกสาว 2 คน

ที่เป็นลูกติดมาด้วยในตอนแรกนั้นทุกคนในบ้านดูเหมือนจะมีความสุขดีแต่มีอยู่วันหนึ่งที่พ่อของเธอล่องเรือเพื่อขายสินค้าให้กับคนที่ต่างประเทศวันนั้นมีพายุฝนตกหนักทำให้เรือล่มและพ่อของเธอก็ได้เสียชีวิตลงของมีค่าทั้งหมดจมไปพร้อมกับเรือทำให้สมบัติของก็หายไปแต่สมบัติของแม่เลี้ยงยังมีอยู่ทำให้ครอบครัวยังสามารถที่จะมีความร่ำรวยต่อไป

ได้แต่หลังจากที่พ่อของเธอได้เสียชีวิตลงไปแม่เลี้ยงของเธอก็เริ่มใช้เธอจนเธอเป็นสาวใช้ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งที่มหาดเล็กของราชาได้ส่งจดหมายให้คนทั่วทั้งอนาจักรว่าองค์ชายต้องการที่จะแต่งงานหลังจากนั้นเมื่อซินเดอเรลล่าได้รับจดหมายเธอจึงรีบไปหาแม่เลี้ยงทันทีและขอให้แม่เลี้ยงอนุญาตให้เธอไป

ซึ่งได้เลี้ยงขออนุญาตและบอกว่าเธอจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนซึ่งหลังจากนั้นเธอก็ทำงานจนไม่มีเวลาที่จะเตรียมชุดเลยเธอจะไม่สามารถที่จะไปกันได้สุดท้ายแม่เลี้ยงและลูกสาวทั้งสองก็พากันไปงานเลี้ยงกันจนหมดเธอเสียใจมากและวิ่งไปลองให้ตรงสวนหลังบ้านหลังจากนั้นเธอจึงเห็นว่ามีนางฟ้าแม่ทูนหัวคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางความโศกเศร้า

และความมืดมิดเธอปรับซินเดอเรลล่าและเสกให้ฟักทองกลายเป็นรถม้าซินเดอเรลล่ามีชุดสวยๆและรองเท้าแก้วและเสกให้มีคนขับรถม้าและเสกให้มีม้า หลังจากนั้นจึงได้บอกว่าทุกอย่างจะหมดฤทธิ์ตอนเที่ยงคืนซินเดอเรลล่ารีบขึ้นรถมารีบไปที่พระราชวังทันทีเธอเต้นรำกับเจ้าชายทั้งคืนจนนาฬิกาตีบอกตอนเที่ยงคืนและเธอจึงรีบกลับไป

แต่ไม่ทันที่เธอจะวิ่งไปถึงรถมารองเท้าแก้วของเธอหลุดไปข้างนึงและทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิมถ้าไม่มีเวลาที่จะหันกลับไปเก็บรองเท้าแก้วจึงรีบวิ่งกลับบ้านไปทางลัดเพื่อที่จะได้ไม่มีใครเห็นเธอเราชายตามหาเธอไปทั่วทุกที่ตามหาเจ้าของรองเท้าแก้วที่ตกไว้และสุดท้ายก็ไปถึงบ้านของซินเดอเรลล่าเจ้าชายให้พี่สาวทั้งสองของซินเดอเรลล่ารองเท้าแก้วทั้งหมด

แต่ก็ไม่มีใครใส่ได้จนสุดท้ายจึงให้ซินเดอเรลล่าใส่และพบว่าซินเดอเรลล่าใส่รองเท้าแก้วได้พอดีหลังจากนั้นเจ้าชายจึงขอซินเดอเรลล่าแต่งงานก็ตอบตกลงทั้งสองแต่งงานกันและมีชีวิตที่สุขสบายตลอดไป

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าbk8

ตำนานดอกโบตั๋น

มีฮองเฮาหรือก็คือภรรยาขององค์ราชาที่มีชื่อว่าบูเช็กเทียนเธอเป็นคนที่ชอบออกมาดูดอกไม้ที่สวนของวังเพราะเธอเป็นคนที่รักดอกไม้เป็นชิวิตจิตใจและมีอยู่วันนึงที่เธอต้องการที่จะให้ดอกไม้จากทั่วประเทศ

มาปลูกอยู่ในสวนของเธอเธอจึงสั่งให้ทหารไปนำดอกไม้ต่างๆมาและนำมาปลูกในส่วนของพระราชวังแต่ดอกไม้ที่เธอรักและคอยดูแลเอาใจใส่มากที่สุดจะเป็นดอกโบตั๋นดอกที่อยู่ที่บ้านเกิดของเธอ

ถึงแม้ว่าภรรยาขององค์ราชาองค์ราชินีนั้นจะเป็นคนที่มีหน้าตาสะสวยแต่เอาจริงๆนิสัยของนางไม่ได้เป็นหัวหน้าตาของนางเลยเพราะนางเรียกให้ทหาร 3 คนมาหาและมอบหน้าที่ให้ดูแลสวนของนางนางยังกล่าวอีกว่าถ้าใครดูแลส่วนของนางไม่ดีและถ้าเกิดว่าดอกไม้ของนางเหี่ยวแม้แต่ดอกเดียว

นางก็จะประหารทหารทั้ง 3 คนทันทีเหล่าทหารกลัวที่จะถูกประหารจึงได้มาทำงานที่สวนตั้งแต่เช้าตรู่และดูแลมันทุกวัน ไม่ขาดสาย มีอยู่วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวหิมะตกหนักสั่งดอกไม้ขององค์ราชินีถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่หนาหลังจากนั้นองค์ราชินีจึงได้เลือกทหาร 1 นายเข้ามาในห้องและบอกว่าพรุ่งนี้เธอต้องการที่จะออกไปดูดอกไม้เพื่อที่เธอจะได้เห็นสัญญาณของฤดูใบไม้ผลิ

ทหารคนนั้นตอบรับพะยะค่ะและจึงเดินออกไปหันหลังด้วยหน้าที่เศร้าสร้อยเพราะเขาจะทำยังไงเพื่อให้ดอกไม้กลับมาบ้านในช่วงค่ำคืนทั้งๆที่หิมะตกหนักกำลังจะปิดดอกไม้ทั้งหมดไว้นอกจากนั้นถ้าเกิดว่าดอกไม้เหี่ยวและตายไปแล้วล่ะรัชนีก็จะประหารเขาชั่วโคตร ด้วยความที่หมดคนทางเข้าจนตะโกนดังๆขอร้องให้เหล่านางฟ้าแห่งดอกไม้หรือนางฟ้าเทวดาต่างๆช่วยให้ดอกไม้บานทันก่อนที่จะถึงวันต่อมาหลังจากนั้นทหารทั้ง 3 คนเอาปุ๋ยใส่ต้นไม้

และรีบกลับเข้าวังไปเอาแต่หวังที่จะพึ่งนางฟ้าหรือเทวดาต่างๆและในคืนนั้นเหล่านางฟ้าแห่งดอกไม้ก็มาเกิดจริงๆและเสกให้ดอกไม้นั้นกลับมาบ้านสภาพสวยเหมือนเก่าราวว่าหิมะไม่ได้ตกลงไปเลย แต่เมื่อหันไปหาดอกโบตั๋นนางฟ้าแห่งดอกโบตั๋นจึงได้พูดกับนางฟ้าต้นอื่นว่าในเมื่อยังไม่ถึงฤดูใบไม้ผลิหน้าก็จะยังไม่บานดังนั้นดอกโบตั๋นจึงไม่บานและมีเพียงแค่ใบไม้ในพุ่มนั้นเมื่อองค์ราชินีเสด็จมาเธอดีใจมากที่เห็นว่าดอกไม้สวนบาน

แต่เมื่อมองวิธีดอกโบตั๋นเธอก็อารมณ์เสียทันทีเนื่องจากว่าดอกโบตั๋นไม่บานเธอทำกับทหารทั้ง 3 นายจริงๆว่าทำไมดอกโบตั๋นถึงไม่บานแต่ถ้าหากทั้ง 3 ตอบว่าพวกเขาใส่ปุ๋ยเต็มที่แล้วแต่ดอกไม้ก็ไม่บานอย่างนั้นองค์ราชินีด้วยความโมโหจึงสั่งให้ทหารนำกองไฟมาเผาดอกโบตั๋นเพื่อที่จะได้รอดูว่าในเมื่อกำลังจะโดนเผาแล้วยังจะกล้าที่จะไม่บานอีกไหม

ซึ่งหลังจากนั้นเทพแห่งดอกโบตั๋นทนไม่ไหวสุดท้ายจึงยอมให้องค์ราชินีองค์ราชินีพอใจแต่ก็ยังสั่งให้ดอกโบตั๋นไปอยู่ตรงจุดที่ไม่ใช่ถิ่นของมันเพื่อที่มันจะได้รอวันตาย แต่แทนที่มันจะตายดอกโบตั๋นกลับออกดอกบานสวยงามมากกว่าตอนอยู่กับองค์ราชีนี

เกิดอะไรขึ้นจากซากศพของโคลัมบัส

การที่ได้มีการสำรวจจากนักโบราณคดีต่างๆเพื่อที่จะหาข้อมูลให้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นมันมาจากที่ใดและมีความสำคัยอย่างไรกับพื้นที่แห่งนี้ และยังไม่ได้คำตอบเลยว่าสิ่งของพวกนี้นั้นใครเป็นสร้างและพวกเขานั้นจะสร้างมันเอาไว้เพื่ออะไรและยังรวามไปถึงซากศพที่ได้มีการค้นย้ายไปเก็บเอาไว้ที่ไหนกันแน่

กองหินปริศนาคาร์นัค

โดยบริเวณหมู่บ้านคาร์นัคในฝรั่งเศษ ก็ได้ค้นพบกองกินตั้งแต่ยุดก่อนประวัติศาสตร์มากกว่า3000ก้อน ซึ่งโดยได้คาดการไว้ว่าคนจากในก่อนยุคพรี เซลล์ทิกซึ่งเป็นผู้ตั้งหินก้อนเมื่อประมาณ4,000 6,000 ห้าร้อยปีก่อนก้อนหินคาร์นัคประกอบด้วยหินเดียวมากมายที่เราได้รู้จักกันดีในชื่อ Men Hair ที่นี่ก้ได้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์หินตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ได้เลยว่าพวกเขานั้นได้ทำมันขึ้นมาเพื่ออะไรกลุ่มหินหลักซึ่งจะประกอบไปด้วยหินประมาณ12แถวและมีความยาวประมาณเกือบ1.6กิโลเมตรซึ่งโดยปลายแถวในแต่ละฝังจะมีกลุ่มหินที่ได้ตั้งเป็นวงกลมอยู่ทางฝังตะวันตกนั้นจะเป็นหินที่มึความสูงกว่า4.3เมตรแต่สำหรับหินที่อยู่ทางด้านฝังตะวันออกจะมีจำนวนที่เยอพะกว่ามาก

และมีความสูงปรมาณ0.6เมตร และตามตำนานของชาวท้องถิ่นกองกำลังของทหารโรมันเดินทัพเข้ามายังในพื้นที่ตอนที่พ่อมดมือลิงกำลังเสกให้หินนั้นได้ตั้งขึ้นแต่มันก็ยังไม่มีหลักฐานที่จะเอามายืนยันทางด้านความคิดนี้ได้ดังนั้นมันก็น่จะเป็นปริศนาไปอีกประมาณ6พันปีนั้นเอง

เกิดอะไรขึ้นกับซากศพของโคลัมบัส

อย่างที่คุณนั้นพอที่จะดาวได้ว่านักสำรวจที่มีอิทธิพลอย่างโคลัมบัสที่ได้รับความเคราพนับถือเป็นอย่างมากและเนื่องด้วยเป็นบุคคลที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์และไม่มีใครที่จะแน่ใจเลยสักคนว่าร่างของเขานั้นได้ถูกฝังเอาไว้ที่ไหนและด้วยความที่สับสนที่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าในการฝังศพใหม่ในหลายๆครั้งก็ได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี1506ในตอนที่ลูกชายของเขานั้น

ไม่พอใจกับที่จะฝังศพเอาไว้ในเมืองวาลลาโดลิดประเทศสเปนจึงได้ย้ายร่างของเขานั้นมาที่สุสานคริสโตเฟอร์ร่างของเขาจึงอยู่ที่นั่นจนถึงปี1542จากนั้นจึงได้ถูกย้ายไปซานโตโดมิงโกแต่เมื่อในปี1795

ในตอนที่ฝรั่งเศษพิชิตเกาะในจากสเปนกระดูกของโคลัมบัสก็ได้ถูกย้ายไปที่ฮาวานาประเทศคิวบาและเมื่อคิวบาได้รับอิสระภาพจากสเปนในปี1998ร่างของเขาก็ได้ถูกส่งกลัมาที่มหาวิหารเซบียาอีกรอบ ดังนั้นมันก็ยังคงเป็นปริศนากันต่อไปว่าร่างของเขานั้นมันอยู่ที่ไหนกันแน่