ผู้เขียน: admin

ตำนานเมืองลับแลจังหวัดอุตรดิตถ์

            สำหรับเมืองลับแลหรืออำเภอลับแลเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่นี่มีเส้นทางที่คดเคี้ยวเป็นอย่างมากซึ่งถ้าหากใครไม่ชำนาญทานจริงๆแล้วเราก็อาจจะเดินทางเข้ามาที่นี่แล้วหลงได้ง่ายเช่นเดียวกัน แล้วได้ความว่าที่นี่นั้นค่อนข้างที่จะมีถนนหนทางที่รถเลี้ยวเลี้ยวโค้งทำให้คนหลงทางได้ง่ายจึงทำให้ถูกขนานนามว่าที่นี่เป็นเมืองที่มองไม่เห็นและที่นี่มีความเชื่อกันอยู่

อย่างหนึ่งว่าหากใครก็ตามที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองลับแลนั้นทุกคนจะต้องห้ามพูดโกหก โดยที่เมืองลับแลนี้มีตำนานที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า มีผู้ชายคนหนึ่งเขาเป็นชาวบ้านของเมืองทุ่งยั้งอยู่มาวันหนึ่งเขาได้ออกไปหาของป่าเสร็จแล้วเขาก็เดินหลงทางเข้าไปในเมืองลับแล และชายหนุ่มคนดังกล่าวนั้นได้ไปเจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง

ซึ่งเป็นชาวเมืองลับแลเขาจึงได้ใช้อุบายเล่ห์กลต่างๆหลอกล่อให้หญิงสาวคนดังกล่าวหลงเชื่อ และได้พาเขาเข้าไปอาศัยอยู่กินใช้ชีวิตอยู่ในเมืองลับแลโดยทั้งคู่นั้นได้ตกลงตัดสินใจเป็นสามีภรรยากัน สำหรับเมืองลับแลนั้นว่ากันว่าที่เมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นเมืองที่ร่ำรวยและมีแต่สาวสวยมากๆหลายตา

และด้วยเหตุนี้นี่เองเมืองลับแลจึงกลายเป็นเมืองที่รับซึ่งบุคคลภายนอกนั้นจะไม่สามารถเข้าไปที่เมืองลับแลหรือมองเห็นเมืองรับรายได้ สำหรับคนที่อยู่ในเมืองลับแลนั้นทุกคนจะอยู่ในศีลธรรมอันดีงามทุกคนจะมีความซื่อสัตย์ให้แก่กันและไม่มีใครพูดโกหก หรือว่าหลอกลวงกันซึ่งหลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มกับหญิงสาวก็ได้มีลูกด้วยกัน

มีอยู่มาวันหนึ่งในขณะที่หญิงสาวนั้นออกไปทำธุระนอกบ้านชายหนุ่มต้องเลี้ยงลูกอยู่บ้านเพียงลำพังอยู่ดีๆลูกก็ร้องไห้งอแงร้องหาแต่แม่ ซึ่งชายผู้นี้ไม่รู้จะปลอบลูกให้เงียบได้อย่างไรจึงได้พูดโกหกกับลูกไปว่าแม่มาแล้วโดยหวังว่าจะเป็นการปลอบให้เด็กนั้นเงียบ แต่ว่าเกิดมีชาวบ้านผ่านมาได้ยินว่าชายคนดังกล่าวนั้นพูดโกหกกับลูกของตนเอง

จึงได้รวมตัวกันขับไล่ชายคนดังกล่าวออกจากหมู่บ้าน ซึ่งฝ่ายเมียนั้นก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือสามีของตนเองได้อย่างไรเพราะสามีของตนเองนั้นพูดโกหกจึงได้แต่ทำการช่วยเหลือสามีนั้นเก็บของใส่ถุงย่ามโดยบอกกับสามีว่าถุงย่ามที่ให้ไปนี้ห้ามเปิดจนกว่าจะไปถึงบ้าน แต่ระหว่างที่เดินทางออกมาเพื่อจะกลับหมู่บ้านของตนเองนั้นชายหนุ่มกลับไม่รักษาคำพูดเขาเปิดดูถุงย่ามระหว่างทางและเห็นว่าในถุงย่ามนั้นมีแต่ขมิ้นเขาจึงได้หยิบขมิ้นนั้น

โยนทิ้งมาระหว่างทางเพราะเขามีความรู้สึกว่าถุงย่ามนั้นมันหนักจนเกินไป ซึ่งกว่าที่เขาจะเดินกลับมาถึงบ้านของเขานั้นก็เหลือแค่ขมิ้นอยู่ก้นถุงแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเปิดออกดูก็พบว่าเขามีเหล่านั้นเป็นทองคำเขาจึงหวังว่าจะย้อนกลับไปเก็บขมิ้นที่เขาโยนทิ้งแต่เมื่อย้อนกลับไปก็ไม่พบขมิ้นเหล่านั้นแล้ว และนอกจากจะไม่พบขมิ้นไม่พบทองคำแล้วเขาก็ไม่พบทางเข้าเมืองลับแลอีกเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  entaplay slot

กลศาสตร์ของคววอนตัม

เวลาจะไม่มีการถูกเปลี่ยนแปลงหรือถูกบิดเบือนใดๆทั้งสิ้น เวลาจะเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวจะเกิดเหตุการณ์ยังก็ไม่มีทางไหลย้อนกลับอย่างแน่นอนแต่สำหรับไอน์สไตน์แล้วเขาไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ไอน์สไตน์เขาคิดว่าเจ้าตัวแกน x y z มันไม่ได้บวกกับเวลาแต่เวลากับแกน  x y z มันได้อยู่เป็นสิ่งเดียวกันหมดเลยหรือมันได้เป็นแผ่นๆเดียวกันหมดเลยและเราลองมองภาพตาม สมมุติว่า เราทำผ้าให้ตึงและเราโยนลูกโบว์ลิ่งไปตรงกลางผ้า ลูกโบว์ลิ่งมันก็จะทำให้เกิดหลุมตรงกลางผ้าและผ้าที่มันเคยตึงจะย่นตามน้ำหนักของลูกโบว์ลิ่ง ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นหลักการทางฟิสิกส์ที่เขาได้มีการบันทึกเอาไว้

โดยเขาได้เปรียบเทียบว่าลูกบอลกลมๆมันคือโลกส่วนผ้าที่มันเคยมัดให้ตึงมันก็คือแผ่นSpace timeหรือเวลานั่นเอง โดยทางหลักฟิสิกส์เขาได้บอกว่ามวลยิ่งเยอะมันยิ่งทำให้เกิดแรงพอมีแรงเยอะมันก็จะเกิดแรงโน้มถ่วงที่เยอะและความโน้มถ่วงที่มันได้อยู่ในลูกกลมๆนี้มันได้กดทับลงไปในแผ่นSpace time

มันก็เลยเกิดเป็นหลุมขึ้นมาเขาเลนสรุปตรงนี้ได้ว่ามวลยิ่งเยอะแรงก็ยิ่งเยอะมันเลยทำให้มีผลต่อการบิดเบือนของเวลาตรงนี้พอจะเห็นภาพกันหรือเปล่า ซึ่งตรงกฎนี้มันเป็นกฎที่ใหญ่ในระดับจักรวาลมากๆเป็นดวงดาวหรืออะไรก็แล้วแต่แล้วมันได้มีมองเรื่องของที่ใหญ่ขนาดนี้มันก็จะต้องมีการมองเรื่องของที่เล็กที่สุดหรือว่าเล็กมากๆนั่นมันก็คือสิ่งที่เราจะพูดถึงหรือQuantum Mechanicsหรือ กลศาสตร์ของคววอนตัม นั่นเอง โดย กลศาสตร์ของคววอนตัม ตามข้อมูลที่ได้มีการบันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่ามันได้เป็นศาสตร์ที่ไม่สามารถบอกหรือคาดเดาอะไร

ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวถ้าเกิดน้องๆเคยได้เรียนวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์มันจะมีหัวข้อที่เราเคยเรียนกันเป็นพวกที่แบบว่าการคำนวนเวลาการคำนวนปล่อยสิ่งของให้มันตกลงพื้นการคำนวนของกระสุนปืนที่ยิงไปด้วยเท่านั้นเท่านี้จะใช้เวลากี่วินาทีกว่ากระสุนวัตถุที่เราต้องการ ซึ่งตรงนี้มันคือการคาดเดาที่สามารถคำนวนให้เห็นภาพได้แต่มิติควินตัมมันไม่สามารถที่จะคำนวนอะไรได้เลย

ซึ่งฟิสิกส์เขาได้บอกว่าศาสตร์ของควอนตัมสามารถใช้อธิบายพวกสิ่งเล็กๆแบบเล้กมากๆระดับอะตมหรือว่าเล็กกว่านั้น ซึ่งถ้าเกิดใครเคยเรียนวิทและเคยได้ยินผ่านหูมาสิ่งที่เล็กที่สุดที่หนังสือบันทึกไว้คืออะตมที่จอห์นดอลตันเคยบอกไว้และเราเคยเรียนหนังสือกันใช่หรือไม่แต่ในความเป็นจริงแล้วมันยังมีสิ่งที่เล็กกว่าอะตมอีกนั่นก็คืออิเล็กตรอนโปรตอนและนิวตรอนที่เขาได้ค้นพบมาในภายหลัง

 

 

สนับสนุนโดย  รหัสคูปอง rb88

อุกกาบาตชนโลกจะเกิดอะไรขึ้น?

คือจากกรณีอาทิตย์ที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องการเตือนภัยของนาซาให้ระมัดระวังเหตุต่างๆที่จะเกิดขึ้นเพราะว่าจะมีเหตุการณ์ที่อุกกาบาตที่มีขนาดเท่าตึกเดอะชาร์ดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ570เมตรจะเข้ามาใกล็โลกมากถึงขั้นเฉียดโลกได้เลยหรือถ้าในกรณีที่ร้ายแรงมากที่สุด

มันอาจจะพุ่งเข้าชนโลกเลยก็เป็นได้ ซึ่งจากกรณีข่าวตรงนี้มันเลยทำให้โซเชียลในประเทศไทยรวมถึงสำนักงานข่าวต่างๆหลายๆช่องได้ร้อนระอุมากและได้มีการแชร์กันออกไปว่าอุกกาบาตจะชนโลกหรือแล้วถ้ามันชนโลกจะเกิดอะไรขึ้นอุกกาบาตที่มีความสูงประมาณ570เมตรมันจะทำผลเสียอะไรได้มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งตรงนี้ถ้าเราเอามุมมองของนักวิทยาศาสตร์นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์เขาไม่มีความตกใจกับเรื่องนี้เลยเพราะว่าข่าวที่ได้มีการถูกแชร์กันออกไปในโลกอินเตอร์เน็ตมันไม่ได้เป็นหนังสือแจ้งเตือนจากนาซาและมีตราประทับที่เป็นของนาซา โดยตรงยืนยันว่าเป็นการแจ้งเตือนภัยมีแต่การแจ้งเตือนนาซาว่าเชิญชวนให้ดูดาวตก

ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่10สิงหาที่ผ่านมา เพียงแค่นั้นเองแต่อยู่ดีๆก็ได้มีข่าวกรุหรือมีการเขียนข่าวให้มันดูน่าสนใจว่าอุกกาบาตจะพุ่งชนโลกนาซาอออกมาเตือนภัยต่างๆนานามากมายจนทำให้ใครหลายๆคนบนโลกถึงหลายๆคนในประเทศเราตื่นตระหนกยิ่งทำให้เด็กไทยหลายๆคนตกใจกันไปว่าอุกกาบาตจะชนโลกแล้วจะทำยังไงดีจะป้องกันตัวยังไงดี ซึ่งตามความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

แต่อย่างใดเลยไม่มีการพุ่งชนไม่มีการเฉียดโลกหรือแต่อย่างใดเป็นเพียงแค่เศษจากดาวเคราะห์น้อยที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้โลกเพียงเท่านั้นและต้องว่าในกรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาเมื่อหลายๆปีที่ผ่านมาแล้วด้วยและเข้าใกล้โลกมากกว่านี้อีกแต่เขาก็ไม่ได้มีการเตือนภัยหรือแต่อย่างใดแต่สำนักงานข่าวและคนไทยเราปั่นกันไปเอง

ถ้าเทียบกับความใกล้ไกลของเมืองไทยดวงจันทร์มันยังมีความใกล้กันกว่าเยอะเลย สรุปเรื่องของอุกกาบาตชนโลกเมื่อวันที่10ที่ผ่านมาและก็มีข่าวกรุขึ้นมาในเว็บไซต์โซเชียลที่เขาได้มีการแชร์กันว่าอีก3ปี5ปีอีก10ปี จะมีอุกกาบาตพุ่งเข้ามาชนโลกตรงนี้ขอยืนยัน จากนักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์เลยว่ามันไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

แต่มันจะมีเหตุการณ์ที่อุกกาบาตเข้ามาเฉียดโลกมีโอกาสเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดและมีขึ้นอยู่เรื่อยๆ คือตรงนี้ทางหลักวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ธรรมดามาก

 

สนับสนุนโดย  rb88

ดาวอังคารเป็นดาวบ้านเกิดของมนุษย์จริงหรือเปล่า?

ถ้าเราได้พูดถึงเรื่องของบรรพบุรุษของมนุษย์เราหรือสิ่งมีชีวิตจริงๆแล้วมันก็ยังได้มีอยู่หลายทฤษฎีมากมันก็จะมีทฤษฎีที่พูดถึงว่าสิ่งมีชีวิตในยุคแรกเริ่มมาจากนอกโลกนั่นก็คือแบคทีเรียที่ติดมากับอุกกาบาตที่พุ่งเข้ามาชนโลกในสมัยก่อนและก็ได้มีการวิวัฒนาการมาหลายร้อยหลายพันล้านปีจนมาถึงในยุคมนุษย์เราแล้วก็สิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบันหรือจะเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นที่เขาได้มีการพัฒนาแล้วและได้มีการสร้างเราขึ้นมาหรืออีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆหรือมนุษย์คนเราอาจจะย้ายถิ่นฐานจากดาวดวงอื่นและมาตั้งถิ่นฐานบนโลกหลังจากที่โลกมีการวิวัฒนาการแล้ว

ซึ่งตรงนี้พึ่งจะมีการถกเถียงกันอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี่เองเพราะว่าในยุคหลังๆเราเทคโนโลยีในโลกของเราได้มีการพัฒนาได้มีการไปสำรวจดาวอังคารมีการไปสำรวจดาวต่างๆและปรากฎว่าดาวที่ได้ไปสำรวจมาอย่างดาวอังคารกับพบสิ่งผิดปกติหลายอย่างมากที่ได้จากการถ่ายภาพของหุ่นยนต์ที่ถูกส่งไปที่ดาวอังคารแล้วถ้าเกิดสมมุติแนวคิดที่บรรพบุรุษ

เราในอดีตย้ายมาจากดาวอังคารงั้นก็แสดงว่ามนุษย์ที่เราได้เป็นอยู่กันทุกวันนี้มันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือมนุษย์ได้ยุคก่อนเราอาจจะเคยอยู่บนดาวอังคารและย้ายถิ่นฐานเข้ามายังโลกก็เป็นไปได้ คือ ต้องของบอกก่อนเลยว่าในระบบสุริยะของเราที่เราอยู่มันจะมีดาวเคาระห์ทั้งหมด8ดวงกับดวงจันทร์ที่เป็นบริวาณอีก116ดวง

และดาวเคาระห์ที่อยู่ใกล้โลกเรามากที่สุดก็คือดาวอังคารกับดาวศุกร์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่เขาได้เชื่อกันว่ามนุษย์เราอาจจะย้ายถิ่นฐานมาจากดาวดวงอื่นเขาได้ตั้งทฤษฎีไว้ว่ามันน่าจะมาจากดาวดวงที่ไกล้เคียงกับโลกเรามากที่สุดก็คือดาวอังคารหรือดาวศุกร์นั่นเองแต่พอระยะเวลาผ่านมาก็ได้มีการส่งยานถ่านภาพขึ้นไปสำรวจบริเวณรอบๆดาวศุกร์ดาวอังคารหรือดาวดวงอื่นๆปรากฎว่าเขาได้ตัดดาวศุกร์ออกไปจากทฤษฎีนี้ไปเลยตามข้อมูลที่เขาได้บันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่าดาวศุกร์มันได้เป็นดาวที่มีอุณหภูมิสูงถึง400องศาตลอดทั้งปี

ทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืน เนื่องจากว่าชั้นเมฆบนดาวศุกร์มีการก่อตัวที่แน่นจัดเลยทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจกและในการค้นหาก็ไม่พบหลักฐานหรือร่องรอยสิ่งก่อสร้างบนดาวศุกร์อะไรเลยมันเลยทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ตีความว่าดาวศุกร์ไม่น่าจะเป็นดาวที่เคยมีสิ่งชีวิตอาศัยอยู่

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน ไฮโล

กระบวกการไครโอนิกส์สามารถทำให้เรากลับมามีชีวิตได้

สำหรับกระบวนการไครโอนิกส์นี้มันได้มีกระบวนการคือการรอให้มนุษย์ได้เข้าถึงสภาวะที่เรียกว่า ตายในทางการแพทย์ หรือ การหยุดเต้นของหัวใจเสียก่อน และหลังจากที่หัวใจในร่างการเราหยุดเต้นไปสักพักหนึ่งก่อนที่สมองและอวัยวะที่อยู่ภายในมันจะล้มเหลวทั้งหมดจะมีการเร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปแช่แข็ง โดยที่ระหว่างที่กำลังเคลื่อย้ายผู้ป่วยจะมีการฉีดยาป้องกัน

การแข็งของเลือดเพื่อไม่ทำให้เลือดแข็งตัวและมีการสูบฉีดเลือดเข้าไปในอวัยวะต่างๆตลอดเวลาเพื่อให้อวัยวะภายในเหล่านั้นมันได้เกิดความเสียหายน้อยมากที่สุดและยังสามารถที่จะเก็บรักษาสภาพที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์มากที่สุด ตรงนี้เราเชื่อว่ามันน่าจะมีอยู่หลายๆคนที่ได้มีข้อสงสัยเหมือนกับเรา

ในตอนที่เราได้ไปหาข้อมูลมาตรงที่ว่า ทำไมเขาถึงใช้คำว่าผู้ป่วย ทำไมเขาไม่ใช้คำว่าผู้ตายทั้งๆที่บุคคลคนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วหัวใจหยุดเต้นไปแล้วทำไมเขาถึงยังใช้คำว่าผู้ป่วยกันอยู่ ซึ่งตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาเขาได้บอกว่าร่างกายของผู้ที่จะเข้าสู้กระบวนการ ไครโอนิกส์ นี้จะนิยามคำว่าผู้ป่วยจะไม่ใช่นิยายผู้ตายเพราะว่าในอนาคตเราสามารถที่จะชุบชีวิตของเขาขึ้นมาได้อันนี้มันก็เลยเป็นคำยืนยันว่านี่มันเป็นคำนิยายว่าผู้ป่วยไม่ใช่ผู้ตาย

กระบวนการต่อมาที่ได้มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาถึงสถานที่ที่จะทำการแช่แข็งผู้ป่วยจะถูกนำเข้าสู้กระบวนการที่เรียกว่า ทำให้เป็นแก้ว  โดยหลักการของกระบวนการนี้มันจะมีการนำเอาสารเคมีเข้าไปแทนที่เลือดและน้ำที่อยู่ในเซลล์ ซึ่งมันจะทำให้ตอนแช่แข็งร่างกายและเซลล์มันจะกลายเป็นแก้วทั้งหมดเลยเพราะว่าการทำแบบนี้มันจะทำให้เกิดความเสียหายภายในเซลล์น้อยมากที่สุดก่อนที่จะถูกนำไปแช่แข็งด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า-100c.

โดยการใช้ไนโตรเจนเหลวต่อมาพอได้ผ่านกระบวนการทำให้ร่างกายกลายเป็นเป็นแก้วก็จะมีการเก็บรักษาผู้ป่วยเอาไว้ในแคปซูนหรือห้องเย็นขนาดใหญ่โดยที่ได้ใช้ไนโตรเจนเหลวหล่ออุณหภูมิเอาไว้เพื่อไม่ให้เสียอุณหภูมิ โดยหวังว่าอนาคตจะมีวิทยาการที่ล้ำพอที่จะสามารถช่วยให้บุคคลคนเหล่านี้กลับมาได้อีกครั้งหรือเราพูดตรงๆว่า วิทยาการปาฏิหาริย์

จะบอกว่าวิทยาการตรงนี้มันยังไม่สามารถที่จะบอกได้เลยว่ามันจะฟื้นคืนชีพได้แต่มันเดินมาเกินครึ่งทางกับคำว่าฟื้นคืนชีพมนุษย์ก็ต้องรอว่าในอนาคตว่าเขาจะทำสำเร็จได้หรือป่าวแต่ล่าสุดก็ได้มีสำนักข่าวที่หนึ่งได้ออกมาบอกว่าปัจจุบันในมีเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแช่แข็งร่างกายที่จะรอความหวังลมๆแร้งๆที่เรียกว่าDecellularizationหรือการลบเซลล์เก่าออกจากอวัยวะเพื่อที่จะเข้าเซลล์ใหม่เข้าไปแทนถ้าข่าวนี้มันเป็นจริงและมันได้มีการทำขึ้นมากันจริงๆเราขอบอกเลยว่ามนุษย์เราจะเป็นอมตะในอนาคต

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไม่ผ่านเอเย่นต์

การแช่แข็งมนุษย์

ต้องบอกก่อนเลยว่าการแช่แข็งของมนุษย์บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่จริงๆแล้วถ้าเราได้ลอยไปศึกษากันดีๆเรื่องของกัปตันอเมริกามันได้มีส่วนเค้าโครงที่ในอดีตมันได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเพราะข้อมูลที่เราได้ไปศึกษามาเรารู้สึกว่าในปี1960กว่าๆ ถ้าเราจำไม่ผิดได้มีมนุษย์คนแรกของโลก

ที่เขาได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งอะไรสักอย่างหนึ่งเขาได้บอกว่าเขาต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อหรือมีชีวิตรอดก็เลยทำการแช่แข็งตัวเองและนี่มันก็เลยยืนยันได้อีกหนึ่งอย่างว่าวิทยาการ การแช่แข็งของมนุษย์มันได้มีมาตั้งแต่ปี1900กว่าๆแล้วมันไม่ใช่วิทยาการใหม่ที่มันจะพึ่งมีมา โดยวิธีการแช่แข็งของมนุษย์นี้ได้มีชื่อว่ากระบวนการไครโอนิกส์

  โดยกระบวนการไครโอนิกส์  นี้นั้นจะมีหลักการคล้ายๆกับการทำมัมมี่ก็คือการเก็บรักษาคงสภาพร่างกายให้มีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรอเวลาว่าในอนาคตจะมีวิทยาการที่จะสามารถทำให้คนเหล่านี้ได้กลับมามีชีวิตได้แต่กระบวนการไครโอนิกส์  มันจะแตกต่างกับการทำมันมี่อยู่เล็กน้อยตรงที่ว่าการทำมัมมี่ในสมัยก่อนเขาจะทำการเอาศพของบุคคลที่สำคัญหรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

นำเอามาทำการควักอวัยวะที่อยู่ภายในออกมาเพื่อทำความสะอาดหลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้วก็เอาอวัยวะภายในเหล่านั้นเอาไปดูดความชื่นด้วยเกลือบเพราะถ้าเกิดสมมุติว่าอวัยวะภายในเหล่านั้นมันยังมีความชื่นอยู่มันจะทำให้เกิดแบคทีเรียและแบคทีเรียเหล่านั้นมันก็จะมากัดกินจึงทำให้อวัยวะภายในเหล่านั้นเน่าเปื่อย

และหลังจากที่ได้ดูดอวัยวะภายในทั้งหมดก็จะมีการจัดเก็บเอาไว้ที่เดิมก่อนที่จะยัดทรายเข้าไปในร่างด้วยด้วยเพราะว่าจะได้ดูดความชื่นพวกผิวหนังพวกเนื้ออะไรอย่างนี้มันจะได้ไม่โดยแบคทีเรียกัดกินแล้วก็มันจะคงสภาพในร่างกายให้ได้นานมากที่สุดเพื่อที่จะรอเวลาว่าในอนาคตจะมีคนเข้ามาชุบชีวิตบุคคลสำคัญเหล่านี้ซึ่งอันนี้มันก็ได้เป็นการปริศนาของมันมี่ให้ทุกคนได้รู้ไปในตัวกันด้วยเลยแล้วกัน

สิ่งที่เราได้พูดไปในกระบวนการทำมัมมี่นั้นมันเป็นการเก็บรักษาสภาพในร่างกายด้วยการใช้เกลือเพียงอย่างเดียวเพื่อดูดความชื่นออกไปไม่ให้แบคทีเรียเข้ามากัดกินร่างกายจนเน่าเปื่อยแต่สมัยก่อนการถอดอวัยวะหรือการนำเอาอวัยวะออกมาจากร่างกายโดยที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องของเส้นประสาทเรื่องของเส้นเอ็นหรืออะไรก็แล้ว

แต่ตัดเอาออกมาทำความสะอาดด้านนอก ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นในการทำมัมมี่มันได้ทำให้ร่างกายตายสนิดแบบ100%เพราะว่าได้มีการดึงเอาอวัยวะที่อยู่ในร่างกายเอาออกมาล่างอย่างเรียบร้อยแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าที่คนสมัยก่อนที่จะสามารถนำเอาอวัยวะไปวางไว้ที่เดิมพร้อมกับเชื่อมเส้นประสาทและอื่นๆให้เข้าที่เดิมได้มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันไพ่ดัมมี่

ประวัติ เดจาวู

สำหรับเรื่องของเดจาวูเราก็เคยจะได้ยินกันมาเยอะแยะมากมายจากคนใกล้ตัวและมันก็อาจจะเกิดขึ้นกบตัวเองมันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่เรายังไม่เคยทำหรือว่ายังไม่เคยมาในสถานที่นี้ประวัติของเดจาวูได้มีหลักฐานชี้ชัดบันทึกเป็นลายลักอักษรเอาไว้ เมื่อในปี1851 โดยได้มีคนชาวฝรั่งเศสที่ได้เขียนหนังสือบันทึกเกี่ยวกับคำว่าเดจาวูเอาไว้ในหนังสือ

ที่มีชื่อว่าL’Avenir dessciences psychiquesหรือแปลกจากภาษาฝรั่งเศสว่าอนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา ซึ่งในหนังสือได้เขียนเอาไว้ว่าอาการของเดจาวูมันคือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งทั้งๆที่เราไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้มาก่อนและได้เจอเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ยกตัวอย่างการที่เราไปเที่ยวในสถานที่ใดที่หนึ่ง

ที่เราไม่เคยไปแต่เราได้กลับรู้สึกเหมือนว่าเคยมาและได้มีความทรงจำบางอย่างได้เกิดขึ้นมาอยู่ในหัวและยิ่งในบางทีที่ได้เดินไปในบางมุมของสถานที่นั้นๆมันอาจจะยิ่งรู้สึกและนึกบางอย่างได้มากกว่าเดิม ซึ่งในความรู้สึกของแต่ละบุคคลมันก็จะแตกต่างกันออกไปและบางคนอาจจะมีความรู้สึกแรงถึงขนาดขับรถผ่านจุดๆหนึ่งหรือเดินผ่านจุดๆหนึ่งแล้ว

เห็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นในที่จุดๆนั้นถามว่าสิ่งๆนี้มันเคยเกิดขึ้นมั้ยมันเคยเกิดขึ้นจากประวัติที่เราได้ไปค้นมาเคยมีคนได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่าได้มีอยู่หนึ่งบุคคลขับรถผ่านถนนเส้นๆหนึ่งแล้วกำลังติดไฟแดงอยู่หลังจากนั้นคนในรถนั้นก็ได้เห็นภาพเข้ามาในหัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุมีรถชนกัน ณ จุดๆนี้และไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดอุบัติเหตุตรงนั้นจริงๆ

ซึ่งคำถามมันมีอยู่ในหัวของทุกคนอยู่แล้วและรวมถึงตัวเราด้วยและมันก็ต้องมีคนสงสัยว่า เดจาวู นั้นมันคือความฝันหรือเปล่า เราขอยืนยันและการันตีตรงจุดนี้เลยว่า คำว่าเดจาวูนั้นมันไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน ความฝันมันเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เรานอนหลับแล้วนึกคิดมันขึ้นมาอยู่ในหัวไม่ว่าจะเป็นความคิดก่อนนอนความเครียดและสิ่งที่เรานึกคิดที่อยู่ใต้จิตใจ

แต่เดจาวูคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในตอนที่ยังตื่นอยู่และเกิดขึ้นมาได้ทุกเวลา โดยเดจาวูที่เราได้พูดถึงกันมาทั้งหมดได้ถูกตั้งทฤษฎีเอาไว้ถึง4ทฤษฎีด้วยกันซึ่งมันได้เป็นทฤษฎีอดีตกาลหรือชาติที่แล้วคือสิ่งใดก็ตามที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วในอดีตแล้วย้อนกลับมาเกิดอีกครั้งมันก็อาจจะทำให้เรานั้นนึกคดว่ามันเคยเกิดสิ่งๆนั้นมาแล้ว

บางที่ชาติที่แล้วเราอาจจะเคยผูกพันธ์กับสถานที่นี้แล้วถ้าเราได้ไปยืนอยู่ในสถานที่นั้นในเวลาปัจจุบันมันอาจจะทำให้เราเกิดความรู้สึกหรือสิ่งที่ได้นึกคิดอยู่ในหัวว่าเราจะต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้แน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ภาพเหตุการณ์ที่ถ่ายในยุควิคตอเรีย

ภาพวิญญาณ

ในยุคศตวรรษที่19จะต้องมีช่างภาพที่มีความชำนาญเฉพาะด้านในการถ่ายภาพของเด็กและทารก โดยในการถ่ายภาพหนึ่งภาพนั้นมันอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ30วินาทีหรือนานกว่านั้น ซึ่งความยากในเฉพาะอย่างยิ่ง คือการที่จะทำให้เด็กอยู่นิ่งๆช่างภาพด้านนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้หญิง ซึ่งในส่วนเวลานั้นการถ่ยภาพถือเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่มีเกียรติ สำหรับผู้หญิงช่างภาพเหล่านี้จะต้องคิดหาวิธีในการทำให้เด็กกอยู่นิ่งๆด้วยการใช้สิ่งเพื่อการหลอกล่อต่างๆในขณะที่นิตยสารฉบับหนึ่งแนะนำในใช้ยาฝิ่นจะช่วยทำให้เด็กๆจดจ่อกับการถ่ายภาพได้อย่างดีและอีกหนึ่งวิธีที่ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายนั่น

ก็คือใช้บุคคลซ่อนอยู่ด้านหลังหริอยู่ใกล้กับเด็กเพื่อทำให้เขานั้นได้สงบโดยจะใช้ผ้าคลุมตัวเอาไว้ ซึ่งโดยปกติมักจะให้แม่หรือพี่เลี้ยงอยู่ใกล้กับเด็กแต่จะให้อยู่ภายนอกเฟรม เพื่อที่จะได้ไม่ปรากฏในภาพแต่มันจะมีภาพที่ปรากฏบุคคลอยู่ด้านหลังของเด็กจากรูปลักษณ์ จึทำให้ดูเหมือนกับผีวิญญาณโดยบุคคลที่อยู่ด้านหลังจะถูกคลุมด้วยผ้าสีดำมันจึงจะทำให้รูปภาพออกมาดูน่าขนลุกมีคนบางกลุ่มกล่าวว่าการถ่ายภาพแบบนี้เหมือนกับเป็นปีศาจที่มันได้ปรากฏอยู่เหมือนเด็กเหล่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นรางร้ายกับเด็ก

ภาพฆาตกร

สำหรับการกำเนิดของภาพถ่าย ในปี1800 ก็ได้มีการเก็บสะสมเก็บภาพของฆาตกรต่อเนื่อง โธมัส นีล ครีม เกิดในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งได้รู้จักกันจากการฆาตกรรมผู้คนในอเมริกา อังกฤษ รวมไปถึงในแคนาดาอีกด้วยโดยในท้ายที่สุดเขาได้ถูกตัดสินในโทษประหารด้วยการแขวนคอที่เรือนจำนิวเกต ในเดือนพฤศจิกายน ปี1892 ในข้อหาฆาตกรรมโสเภณีสี่คน ในลอนดอนคำพูดสุดท้ายของเขาที่มีชื่อเสียงโดยเขาได้กล่าวว่า “ข้าคือ แจ็คเดอะริปเปอร์” 

แมรี่แอนน์ คอตตอน ถือว่าเป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เธอได้ถูกแขวนคอที่เรือนจำเดอแลม ของอังกฤษ ในปี1873 ในข้อหาฆาตกรรม ลูกเลี้ยง สามีสามคน โดยการฆ่านั้นเธอได้จัดการวางยาพิษเพื่อที่เธอนั้นหวังที่จะได้เงินประกันจากนั้นเธอก็ได้มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้สังหารเหยื่อรายต่อไปรายที่21 เพื่อเป็นผลประโยชน์ทางกานเงินอีกด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ภาพถ่ายของ แมรี่ มันดูไม่ออกเลยว่า เธอนั้นคือปีศาจที่จะสังหารผู้คนมาแล้วมากมาย ซึ่งดูแล้วก็เป็นแค่เพียงผู้หญิงธรรมดาในยุควิคตอเรียเท่านั้น ดร.เฮนรี่ โฮเวิร์ด โฮล์มส์ เป็นชาวอเมริกัน ซึ่งเขาก็ได้เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาเขาได้รับสารภาพการฆาตกรรมเหยื่อ27รายและยังมีฆาตกรรมอีกมากมายจากฝีมือเขาส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงแรมที่ต่อมาถูกตั้งฉายาว่า “โรงแนมแห่งการฆาตกรรม”โดยเขาได้เช่าที่พักดังกล่าวอยู่ที่ชิกาโกในช่วงงานนิทรรศการโลก ของปี1893

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก 2020

ตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับการเสียชีวิต

 

       ตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนที่มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์

   เราคงเคยรู้กันมาบ้างแล้วว่าหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นเป็นหมู่บ้านที่มีวิญญาณที่เฮี้ยนมากๆออกมาหลอกหลอนผู้คนเพราะคนที่เสียชีวิตนั้นถูกโจรขึ้นบ้านแล้วฆ่าตายเสียชีวิตทำให้หมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นกลายเป็นหมู่บ้านร้างแต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีเรื่องราวอื่นๆที่เกี่ยวกับวิญญาณการเสียชีวิตของคนในพื้นที่หมู่บ้านลัดดาแลนด์วันนี้เราจะมาแนะนำข้อมูลที่เราไปค้นคว้ามาให้ทราบข้อมูลการ

      ว่ากันว่าที่หน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นจะมีต้นไทรต้นหนึ่งซึ่งต้นไทรต้นนี้เป็นต้นไทรที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากคนในพื้นที่มักจะนิยมมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ต้องใช้ต้นนี้กันเป็นประจำโดยมีเรื่องเล่าอยู่ว่ามีคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งเป็นคู่ที่รักกันมากพวกเขาพากันมาขอพรที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้ว่าให้ความรักของพวกเขานั้นนั่งยืนและสุขสมหวังอย่าได้มีอุปสรรคเป็นอย่างไร

แต่หลังจากที่เขาขอพรไปแล้วพวกเขาไม่ได้รับผ่อนดังที่ตั้งใจเอาไว้เมื่อพ่อแม่ของผู้หญิงไม่ยอมรับฝ่ายชายซึ่งมีฐานะยากจนกว่าพยายามกีดกันให้ทั้งคู่นั้นแยกออกจากกันในที่สุดเมื่อทั้งคู่นั้นคิดได้แล้วว่าความรักของพวกเขานั้นคงจะไม่สมหวังแน่นอนจึงได้มีการชวนกันมาผูกคอตายที่ใต้ต้นไทรซึ่งเป็นต้นไม้ที่พวกเขามาอธิษฐานขอความรักให้สมหวังนั่นเอง

และจากต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของการขอพรด้านความรักกับกลายมาเป็นต้นไม้ที่เป็นสถานที่น่ากลัวของคนที่ผ่านไปผ่านมาเมื่อชาวบ้านเล่าขานเกี่ยวกับความน่ากลัวนี้ว่าหลังจากที่หนุ่มสาวคู่นั้นมาผูกคอตายที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้แล้วทุกปีเมื่อถึงวันตายของทั้งคู่เวียนบรรจบชาวบ้านที่เดินไปผ่านไปผ่านมาที่บริเวณหน้าต้นไทรมักจะเห็นวิญญาณของชายหญิงคู่หนึ่ง

มาแขวนคออยู่ใต้ต้นไปและคอยหลอกหลอนผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณดังกล่าวจนเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วไปซึ่งทำให้ไม่มีใครที่จะกล้ามาที่บริเวณต้นไทรนี้อีกเลยแต่อย่างไรก็ตามความศรัทธาของต้นไทรหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์ยังไม่จบเพียงเท่านี้เพราะยังมีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอนั้นต้องการที่จะสมหวังในเรื่องความรักของเธอเองเธอจึงได้ตัดสินใจมาขอพร

ที่หน้าต้นไทรตรงหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์โดยเธอหวังว่าความรักของเธอนั้นจะสมหวังอย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาจริงๆแล้วเธอต้องผิดหวังกับความรักทำให้เธอนั้นเสียใจอย่างมากและตัดสินใจไปซื้อยาฆ่าแมลงนำมากินที่บริเวณใต้ต้นไทรหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์นี่เองโดยมีการเขียนจดหมายลาตายเอาไว้อีกทั้งยังมีการระบุในจดหมายเพิ่มเติมด้วยว่าเธอจะอยู่ที่ตรงนี้ตลอดไปซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมากสำหรับอาถรรพ์ต้นไทรหน้าหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame666

ตำนานเมืองที่สูญหายของAtlantis

 สำหรับเมืองAtlantisแล้วเราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะได้ยิน ชื่อกันมาเยอะพอสมควรถ้าเอาล่าสุดเราก็คงจะได้เห็นและได้สัมผัสมาจากการดูหนังเรื่องความแมนเมื่อปลายปี2018ที่ผ่านมา แต่จริงๆAtlantisมันเป็นทั้งนิยายมันเป็นทั้งเรื่องเล่าและมันมีบันทึกที่เป็นทางประวัติศาสตร์ทั้งในคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งในคัมภีร์ของกรีกในยุคโบราณ

ซึ่งมันมีเยอะไปหมดแต่ว่ามันได้สูญหายไปหลายพันปีมาก ซึ่งในตำนานของAtlantisเราก็จะเล่าแล้วก็บอกต่อกันว่ามันจะต้องเป็นเมืองที่อยู่ใต้น้ำเป็นเมืองที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล ซึ่งเราก็ยังได้เคยบอกออกไปว่าเมืองAtlantisมันได้จมอยู่ใต้ท้องทะเลเพราะเปลือกโลกมันคลื่น ซึ่งวันนี้เราได้ไปหาข้อมูลมาเขาบอกว่าเปลือกโลกคลื่นมัมนอาจจะไม่ใช่สาเหตุเดียว

หรือมันอาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้Atlantisจมสู่ใต้ท้องทะเลและAtlantisอาจจะไม่ได้อยู่ใต้ท้องทะเลก็เป็นได้ถ้าเอาตามข้อมูลที่ได้มีการบันทึกเอาไว้Atlantisคืออาณาจักรโบราณที่เป็นเมืองอารยธรรมที่สูญหายไปในท้องทะเลแทบหมู่เกาะCyprusในทวีปยุโรป ซึ่งAtlantisได้เป็นเมืองลึกลับที่คนบนโลกนั้นได้มีการถกเถียงกันเยอะมาก และ มันได้มีอยู่จริงๆหรือเปล่ามัมนเป็นเมืองเทพนิยายมันเป็นเมืองที่ไม่มีอยู่จริงแค่เล่าต่อๆกันมาแค่นั้น แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้มีอยู่สองหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่ได้บันทึกเอาไว้ว่า เมืองAtlantisน่าจะมีอยู่จริงบนโลกอย่างคัมภีร์ไบเบิ้ลและบันทึกของชาวกรีกโบราณอย่างPlato

ซึ่งทุกคนอาจจะงงเหมือนกันว่าPlatoนั้นคือใครถ้าเอาตามข้อมูลเขาได้บอกว่าPlatoได้เป็นนักปราชญ์ชาวกรีกยุคโบราณผู้ที่ริเริ่มคิดทฤษฎีอาณาจักรAtlantisได้มีทีอยู่บนโลกจริงๆนั้นเอง โดยPlatoก็ได้เขียนเรื่องราวมีมีอยู่ของAtlantisเอาไว้เมื่อประมาณราวๆ300ปีก่อนคริสตศักราช

ซึ่งตามข้อมูลของAtlantisเขาได้บอกว่าอายุของอาณาจักรที่สูญหายได้มีอายุราวๆประมาณ9,000ปี โดยหนังสือที่Platoที่ได้เป็นคนเขียนได้มีชื่อว่าtimaeus and critiasพร้อมทั้งอ้างถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ของกรีกอีกคนหนึ่งอย่างSolon,โซลอน ที่เป็นรัฐบุรุษคนหนึ่งของชาวกรีกในยุคเมื่อประมาณ600ปีก่อนคริสตศักราช ว่าSolon,โซลอนได้เป็นคนนำเอามาเผยแพร่หลังจากที่ได้รับทราบเรื่องราวที่เกี่ยวกับAtlantis

จากนักบวชชาวอียิปต์ท่านหนึ่งและตามบันทึกก็ยังได้บอกอีกว่าอารยธรรมต่างๆบนโลกเราไม่ว่าจะเป็นทางอารยธรรมของอียิปต์โบราณเมโสโปเตเมียชนเผ่าอินคาชนเผ่ามายาและยังได้รวมไปถึงสิ่งที่มหัศจรรย์บนโลกในยุคปัจจุบันหลายอย่าง อย่างเช่นพีระมิดหรือสโตนเฮนจ์มันก็ได้เป็นมรดกมาจากชาวAtlantisทั้งสิ้นตามบันทึกของPlatoเขาบอกว่าAtlantisไม่ใช่เมือง แต่Platoคือผู้คน

 

สนับสนุนโดย  bk8