ประวัติปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต

ประวัติปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต

ประวัติปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่

              หลายคนคงทราบประวัติของ หลวงพ่อโต แห่งวัดบางพลีใหญ่กันมาบ้างแล้วว่า ท่านเป็นพระพุทธรูปที่ลอยตามน้ำมาแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าวัดบางพลีใหญ่ ชาวบ้านจึงได้พากันอาราธนาองค์พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ขึ้นมาจากน้ำแล้วนำมาประดิษฐานเอาไว้ในโบสถ์ของวัดบางพลีใหญ่นับตั้งแต่นั้น ซึ่งแต่เดิมวัดบางพลีใหญ่แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หลังจากที่อัญเชิญท่านมาไว้ที่วัด ท่านก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อยู่บ่อยครั้งจนที่เลื่องลือของชาวบ้าน  สำหรับลักษณะของหลวงพ่อโตองค์จริงนั้นจะมีหน้าตักกว้างอยู่ที่ประมาณ 3 ศอก 1คืบ

ซึ่งองค์ท่านเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เรียกว่าปรางสะดุ้งมาร ซึ่งว่ากันว่าองค์พระพุทธรูปหลวงพ่อโตนั้นองค์จริงสร้างจากทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าท่านน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี และถูกนำมาลอยน้ำหนีข้าศึกศัตรูในสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื้อจากองค์ท่านเป็นพระพุทธรูปที่มีความใหญ่โต มาก ชาวบ้านจึงรวมใจกันเรียกท่านว่าหลวงพ่อโต นับแต่นั้นเป็นต้นมา  สำหรับเรื่องเล่าขาน ถึงความศักดิ์สิทธ์ของท่านั้นมีหลายเรื่องด้วยกัน ตัวอย่างเช่น 

ว่ากันว่าในวันพระขึ้น 15 ค่ำ ในช่วงตอนดึกหากใครที่ผ่านมาทางพระวิหารเก่าที่ชาวบ้านนำหลวงพ่อโตมาประดิษฐานเอาไว้ มักจะได้ยินเสียงสวดมนต์พึมพำดังอยู่ภายในพระวิหาร และหากลองเข้าไปดูก็จะไม่พบใครอยู่ด้านในนอกจากองค์พระพุทธรูปของหลวงพ่อโตองค์เดียวเท่านั้น และในบางคืนทั้งพระและเณรที่อยู่ในบริเวณวัดก็มักจะเห็นว่าที่หน้าวิหารที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่จะมีพระภิกษุที่มีลักษณะชราภาพมากแล้วนุ่งห่มจีวรสีเก่าเก่ายืนถือไม้เท้าอยู่ที่หน้าวิหารอยู่บ่อยบ่อยซึ่งหลายครั้งที่ชาวบ้านมาดักรอดูต่างก็จะเห็นเหมือนกันและไม่นานพระภิกษุรูปนั้นก็จะเดินหายเข้าไปในพระวิหารของหลวงพ่อโต

ซึ่งหลายครั้งที่ชาวบ้านมักจะเห็นว่ามีชายแก่แต่มีรัศมีอยู่รอบตัวราวกับไม่ใช่คนธรรมดา นุ่งห่มชุดสีชาวทั้งชุด เดินเข้ามาหาหลวงพ่อโตในวิหารและหายไปต่อหน้าต่อตา ตรงพระพักตร์ของหลวงพ่อโต  สำหรับปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโต ยังคงมีให้เห็นกันอยู่เรื่อยเรื่อย อย่างเช่นในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการเล่ากันว่าองค์หลวงพ่อโตได้มีการสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการที่องค์จริงของท่านที่เป็นทองสัมฤทธิ์แทนที่จะเป็นทองคำแข็งเหมือนพระพุทธรูปทั่วไป แต่ในวันที่ 12 พฤษภาคม องค์ท่านกับมีความนุ่มนิ่มเหมือนกับผิวของคนจริงจริง ซึ่งปาฏิหาริย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ในปี 2522 ก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันอีกครั้ง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์2020